Friday, October 8, 2010

เรียนรู้ที่จะคิด สร้างผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน

http://www.thaihrhub.com/index.php/seminars/view/2007-10-26-seminar-kon-kaen

จัดการขยะ

ที่มา
http://gotoknow.org/blog/pranee-board/76314

จัดการขยะที่ดีที่สุด จะต้องไม่นำขยะออกจากบ้าน โดยที่ยังไม่ได้จัดการกับขยะให้ถึงที่สุด ที่สำคัญคือตัวเราร่วมกันสร้างสำนึก ในการคัดแยกขยะ มีข้อปฏิบัติเพื่อการกำจัดขยะด้วยตนเองทีทำได้ง่าย ดังนี้

1. การลดการใช้ ( Reduce ) เช่น เวลาทีเราไปตลาดก็ใช้ตะกร้าหรือกระเป๋าผ้าไปจ่ายตลาด การใช้ปิ่นโตห่อข้าว แทนถุงพลาสติก ก็ดูน่ารักไปอีกแบบ

2. การใช้ซ้ำ ( Reuse )เช่น แยกถุงพลาสติกที่ไม่สกปรกมาใช้ได้อีก กระดาษทีใช้น่าเดียวก็นำมาใช้ทั้ง 2 ด้าน

3. การใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติม ( Refill ) ได้แก่ เครื่องสำอางค์ น้ำยาล้างจาน สบู่เหลว ช่วยลดทรัพยากรในการผลิตได้ด้วย แถมราคาถูก

4. การซ่อมแซมเพื่อใช้ใหม่ ( Repair ) เช่นเสื้อผ้า โด๊ะ เตียง แทนการซื้อใหม่ ที่สำคัญช่วยประหยัดได้ด้วย

5. เลือกใช้วัสดุที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ ( Return ) เช่น เครื่องดื่มที่สามารถแลกคืนขวดได้

6. การรีไซเคิล ( Recycle )เป็นการนำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านร้านรับซื้อของเก่า อาจนำไปแลกไข่ได้ บางครั้งขายได้เงิน ซึ่งก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวทาวหนึ่ง

7. การหยุดยั้งหลีกเลี่ยง ( Reject ) จากวัสดุที่ย่อยยาก เช่น กล่องโฟม ถุงพลาสติก ถ่านไฟฉายเลือกแบบชาร์ตไฟได้ก็ดีเยี่มเลย

ไม่ยากอย่างที่คิดค่ะ ลองนำไปใช้กับตนเองก่อน แล้วบอกต่อเล่าสู้กันฟัง จาก 1 คนก็จะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้อยู่กับเราไปนานๆๆ

7 ' R

ที่มา
http://ptjsw.blogspot.com/2009/08/blog-post_05.html

โดยยึดหลัก 7 R ในการ เตรียมตัวรับการวิพากย์ ของคณะกรรมการ คือ
7 R ในการวิพากย์งานวิจัย ประกอบด้วย
1. Research Idea
2. Research Problem
3. Research Question
4. Research Objective
5. Research Design
6. Research Framework
7. Research Title
ส่วนใครที่ทำเรื่องวิจัยเชิงคุณภาพ การวิพากย์ งานวิจัยเชิงคุณภาพ ต้องที่นี่ คุณ มัทนา (พฤกษาพงษ์) เกษตระทัต คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เขาเสนอไว้เป็นวิทยาทานให้กับทุกคน

http://gotoknow.org/blog/phddiary/96953

เรื่อง วิธีวิพากษ์งานวิจัยเชิงคุณภาพ (1) เธอเขียนสรุปย่อๆได้ดังนี้

คนที่ไม่ได้ทำงานวิจัยด้านนี้ ไม่เคยเรียนด้านนี้มาเลยก็น่าจะได้ประโยชน์จากบันทึกนี้ค่ะ จุดประสงค์ของบันทึกนี้คือการทำหน้าที่เป็น "โพย" ค่ะ ผู้เขียนจะ list เป็นข้อๆไปว่า เวลาอ่านบทความวิจัยเชิงคุณภาพนั่นควรคิดถามอะไรตัวเองในใจไปด้วย บทความแบบไหนเป็นประโยชน์ (usefulness) แบบไหนน่าเชื่อถือ (credibility)
1. คำถามวิจัย/จุดประสงค์งานวิจัยฟังดูมีเหตุผล มากพอที่ควรจะเสียเวลาเสียทรัพยากรมาหาคำตอบหรือไม่ งานนี้เป็นการเติมเต็มให้ gap of knowledge ได้จริงหรือไม่นั่นเอง

2. คำถามแบบนี้เหมะสมกับวิธีวิจัยเชิงคุณภาพรึเปล่า

3. อธิบายว่าเป็นงานเชิงวิจัยประเภทไหน เช่น เป็น phenomenology, ethnography, case study, grounded theory, action research, participatory action research ฯลฯ (เอาวิธีมาผสมผสานกันก็ได้ค่ะ แถมแต่ละแบบก็มีโรงเรียนย่อยไปอีก เช่น traditional ethnography, interpretive ethnography เป็นต้น)

4. นักวิจัยมีีกรอบแนวคิดเบื้องหลังงานนี้อย่างไร บ้าง มีการแสดงออกอย่างชัดเจนในจุดยืนของเขาว่ามีความเชื่อเรื่อง epistemology อย่างไร เช่น เขาใช้แนวคิดแบบ post-postivisit หรือ critical theorist หรือ post-modernist นอกจากนั้นยังมีมุมมองในเรื่องนั่นๆอย่างไร ต้องประกาศออกมาให้ชัดเจน เช่น เป็น feminist ทำงานวิจัยเรื่องสิทธิสตรี หรือ เป็นหมอทำงานวิจัยเรื่องสิทธิของคนไข้ เป็นต้น คนอ่านจะได้รู้ว่านักวิจัยมาจากมุมมองไหน (เพราะงานวิจัยเชิงคุณภาพเชื่อว่า เราไม่มีทางกำจัด bias ได้ นักวิจัยทุกคนมี preconception ในเรื่องที่กำลังศึกษา เราไม่ควรเสแสร้งพยายามจะกำจัด bias แต่ควรประกาศให้รู้แต่เนิ่นๆไปเลยว่าคิดยังไง ให้คนอ่านวิพาษ์เอง)

5. มีวิธีเก็บข้อมูลกี่วิธี อะไรบ้าง (individual interview, focused group discussion, observation, document analysis ฯลฯ) ถ้ามีหลายวิธี นักวิจัยได้นำข้อมูลจากแต่ละแหล่ง แต่ละเวลามาเทียบกันหรือไม่ (triangulation) ถ้าใช่งานก็น่าเชื่อถือมากขึ้น (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็แล้วแต่จุดประสงค์การวิจัยค่ะ บางกรณีแค่สัมภาษณ์คนเดียวแต่ได้ข้อมูลลึกซึ้ง นำมาเขียนเป็นอัตชีวประวัติก็มีประโยชน์มากมาย กว่างานวิจัยที่ส่งใบสอบถามหาคนเป็นพันๆได้)

6. มีเกณฑ์การเลือก สถานที่ เลือก participant หรือ เลือกกรณีศึกษา อย่างไร (เช่น snowball sampling, theoretical sampling, typical case sampling, extreme case sampling, opportunistic sampling ฯลฯ) ไม้ต้องมองหาว่า random sampling หรือ มีจำนวน subject สูงค่ะ แต่ต้องดูว่า ที่เลือกมาเนี่ยะเหมาะสมกับคำถามวิจัยหรือไม่ แล้วคนๆนั้น หรือ กรณีนั้นๆ หรือ องค์กรนั้นๆ มีข้อมูลที่จะทำให้เราเข้าใจปัญหานั้นๆมากขึ้น ลึกซึ้งขึ้นหรือไม่

7. ถ้าใช้การสังเกตการณ์ (observation) ให้ดูว่าใช้วิธีไหน แบบมีส่วนร่วมหรือไม่มีหรือกึ่งๆ

8. การเก็บข้อมูลมี follow-up interview, member check หรือ participant validation ไม๊ คืิอ มีการเอาผลวิจัยขั้นต้นกลับไปให้ participant ดูหรือไม่ participant ได้มีโอกาสชี้แจ้งหรือวิจารณ์ผลหรือไม่

9. มีการจัดการกับข้อมูลอย่างไร
• 9.1 ถอดเทปแบบไหน เช่น ถอดคำต่อคำ ถอดแบบละเอียดยิบ คือ คนตอบหยุดเงียบไป ก็ให้บันทึกไว้ด้วย เราจะวิเคราะห์ได้ว่าคนตอบลังเล ในงานวิจัยด้านนิติศาสตร์ หรือ ภาษาศาสตร์ นั้นบางครั้งจำเป็นมาที่ต้องเก็บรายละเอียดเหล่านี้ไว้ให้หมด (ใน transcript จะใช้จุดๆ "......" 6 จุดแปลว่าหยุดเงียบไป 6 วินาทีเป็นต้น) แต่งานวิจัยโดยทั่วไปจะถอดเทปแบบ verbatim ค่ะ อย่างมากก็มีการบันทึก non-verbal gestures ด้วย
• 9.2 field note บันทึกอะไรไว้บ้าง
• 9.3 ข้อมูลที่เป็นความลับ เก็บไว้อย่างไร มีล็อค หรือมี keyword หรือไม่ เช่น ข้อมูลเรื่องชื่อคนที่เราสัมภาษณ์ถูกเก็บเป็นความลับหรือไม่ ถ้าเราให้ confidentiality แก่ participant มาก participant อาจเปิดใจคุยมากกว่า

10. งานนี้ผ่าน ethical approval หรือไม่ participants มีความเสี่ยงอะไรหรือไม่ เรื่องที่วิจัยsensitiveไม๊ เช่น การสัมภาษณ์คนไข้ที่โดนข่มขืนมา เราก็ต้องดูลึกลงไปว่าคำถามท่ี
่สัมภาษณ์ กระทบกระเทือนจิตใจคนไข้ไม๊ เป็นต้น ถ้างานนี้ผ่านคณะกรรมการด้าน ethic แล้วก็น่าเชื่อถือมากกว่างานที่ไม่กล่าวถึง ethic งานวิจัย

11. วิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร (open coding หรือ framework coding) มีผู้วิเคราะห์กี่คน ใช้ computer software อะไรช่วยด้วยหรือไม่ แล้ววิเคระห์พวก deviant case ด้วยหรือไม (ถ้ามีจึงดี)

12. การนำเสนอข้อมูลอย่างไร เป็น theme เป็น category เป็น model อ่านแล้วเข้าใจง่ายไม๊ make senseไม๊ มีlogical flowไม๊ ตอบคำถามวิจัยไม๊ ถ้าเป็นกรณีศึกษาก็ดูว่าบรรยายละเอียดไม๊ มีการบรรยายบริบทของงานหรือไม่ แล้วเป็นแค่การรายงานผลว่า participantพูดอะไร หรือเป็นการวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก (ยิ่งลึกยิ่งดี)

13. มีการเขียน implication for policy หรือ implication for practice หรือไม่ คนอ่านจะนำความรู้ไปใช้ต่อได้อย่างไร (transferability)

14. มีการวิพากษ์จุดอ่อนของตัวเอง
เหล่านี้คือตัวอย่างการวิจารณ์ค่ะ อาจมีไม่ครบทุกข้อก็ได้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ

15. ผลงานวิจัยนี้ทำประโยชน์อะไรให้แก่วงการ

การบรรยายพิเศษ เรื่อง “ปรับระบบความคิด พิชิตอัฉริยภาพ” โดย นางสาววนิษา เรซ

ที่มา
http://www.thaihrhub.com/index.php/seminars/view/2007-11-29-seminar03-4/


สรุปการบรรยายพิเศษ เรื่อง “ปรับระบบความคิด พิชิตอัฉริยภาพ” โดย นางสาววนิษา เรซ ในการสัมมนาเครือข่ายสัมพันธ์ครั้งที่ 2 “เตรียมคนไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2550 ณ หอประชุมสุขุมนัยประดิษฐ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นนทบุรี



ภารกิจหลักของสมองที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตที่สมองอยู่ในร่างกายนั้น สมองของมนุษย์มีคนละ 1 ก้อน ประกอบไปด้วย 3 ส่วนดังนี้

- ส่วนคิด ส่วนเปลือกสมองใหม่ อยู่ตรงส่วนท้ายทอยเติบโตมาช้าที่สุด เก็บข้อมูลที่เป็นความทรงจำระยะยาวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นมนุษย์ บุคลิกภาพ การทำงาน การวางแผนระยะยาว ลิงชิมแปนซีซึ่งมีดีเอ็นเอซ้ำกับมนุษย์ถึง 99.5 % ก็มีสมองส่วนนี้เหมือนกับมนุษย์

- ส่วนอารมณ์ อยู่ในเปลือกสมองใหม่ มีองค์ประกอบเยอะมาก เป็นชิ้นเล็กๆ เป็นศูนย์บัญชาการควบคุมอารมณ์ทุกชนิด ดีใจ โกรธ เศร้า มีความหวัง มีความทุกข์ ความสุข ทำงานไม่มีวันหยุด สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็มีสมองส่วนนี้เหมือนกับมนุษย์

- ส่วนอัตโนมัติ ก้านสมองต่อจากระดูกสันหลัง ดูแลเรื่องระบบอัตโนมัติ เราควบคุมไม่ได้เพราะเขาทำงานเอง เช่นการ หายใจ การสูบฉีดโลกหิต ระบบการย่อยอาหาร การขับถ่าย จะอยู่ในนี้ สัตว์เลื้อยคลานก็มีสมองส่วนนี้เหมือนกับมนุษย์

ความจำระยะสั้น

เมื่อเราลืมตาตื่นขึ้นมาสมองส่วนทีเก็บความจำระยะสั้นก็จะเริ่มทำงานเ ก็บข้อมูลช่วงสั้น 30 วินาทีต่อเนื่องทั้งวัน เก็บข้อมูลได้ครั้ง 3-7 ข้อมูล หากเกินกว่า 30 วินาที เราจะจำไม่ได้ เราก็ต้องจด สมองนี้อยู่ในส่วนคิด และจะถูกปิดทันทีเมื่อระบบหลัก คือการเอาชีวิตรอดทำงาน
Amygdala

สมองส่วนนี้มีลักษณะเหมือนเมล็ดอัลมอนด์ จะอยู่นิ่งๆ ประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับการเอาตัวรอด ประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่มีลักษณะที่คุกคาม ประเมินทางจิตวิทยา ที่อาจจะเป็นอันตรายกับชีวิตได้ เมื่อพบแล้วจะมีปรากฏการณ์ อามิดาลาไฮแจ็ค เกิดขึ้นในสมองส่วนอื่นๆเพื่อหยุดกระบวนการคิด และเกิดกระบวนการเอาตัวรอด สภาพร่างกายจะอยู่ในสภาพที่พร้อมที่จะหนีหรือต่อสู้ สารเคมีในการต่อสู้หลั่งออกมา คือสารอดรีนาลิน จะตกค้างอยู่ในระบบ ทำให้หัวใจเต้นแรงไม่มีความสงบมีแต่ความหวาดกลัว ร่างกายจะถูกบังคับให้เคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว วิธีแก้ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำในลักษณะของการเคลื่อนไหว
สมอง 3 ส่วน อีกรูปแบบหนึ่ง

รูปแบบนี้จะอธิบายกระบวนการรับและจัดการข้อมูลของสมองที่มีลักษณะเป็น network โดยส่งข้อมูลเป็นประจุไฟฟ้าและสารเคมี

1. Recognition network คือการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 สมองส่วนนี้เริ่มจากท้ายทอยต่อจากด้านสมอง ขึ้นมาทางกกหูของเรา ภาพที่ทุกคนมองอยู่จะตกกระทบที่ตาและถูกนำไปเก็บไว้ในส่วนของสมองที่ลึกที่สุด ภาพที่เรามองเห็นมาตั้งแต่เด็ก จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำระยะยาวที่นี่ ส่วนเสียงจะเก็บไว้ใกล้ๆที่กกหู

2. Strategic Network เมื่อเรารับข้อมูล มาจากสภาพแวดล้อมแล้วจะถูกนำไปเก็บไว้ในหน่วยบัญชาการข้อมูล ที่หน้าผาก มาถึงประมาณ กลางกระหม่อม เป็นสมองส่วนหน้าสุด เป็นสมองส่วนของหัวหน้า เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ

3. Affective Network อยู่ในเปลือกสมอง อยู่ส่วนกลาง บัญชาการอารมณ์ทั้งหมด ทุกการทำงาน ทุกการตัดสินใจ ทุกลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์ สมองส่วนอารมณ์เป็นตัวที่เริ่มตัดสินใจให้เราก่อน แล้วจึงมาที่สมองส่วนคิด สมอง 2 ส่วนแรก ทำงานไม่ได้ ถ้าสมองส่วนนี้ทำงานไม่สมประกอบ

เซลล์สมองและเส้นใยสมอง

ประกอบไปด้วยนิวเคลียสและเส้นประสาท หน้าที่หลักคือประมวลผลข้อมูล โดยทำการส่งข้อมูลในสมองทุกอย่างที่เราทำในชีวิต ทุกการตัดสินใจ ทุกการคิด เกิดขึ้นในเซลล์สมอง เกิดจากการส่งปฏิกิริยาเคมี และส่งประจุไฟฟ้าเล็กๆ โดยเซลล์สมอง มีเส้นใยสมองทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารกับเส้นใยอื่นๆเหมือนกับสายโทรศัพท์ 1 เซลล์มี 1 หมื่นเส้น สามารถติดต่อกับเซลล์อื่นได้ 1 หมื่นเซลล์ เซลล์สมองของคนมี 1 แสนล้านเซลล์ สามารถทำงานพร้อมกันได้มากกว่า 10 โปรแกรม โดยไม่ทำให้การทำงานช้าลง การส่งข้อมูลเกิดขึ้นทุกวินาที แม้ในเวลาเราหลับหรือในเวลาที่ป่วยแบบไม่รู้สึกตัว ซึ่งเซลล์สมองและเส้นใยสมองสามารถสร้างได้ใหม่ทุกวัน

กระบวนการบันทึกข้อมูลในสมองลงสู่ความจำ มี 5 กระบวนการด้วยกัน

1. รับข้อมูลผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5
2. ข้อมูลไม่สำคัญสมองจะผ่านไป เช่น บิลบอร์ดที่อยู่ข้างทางที่เรามองเห็น อยู่ริมถนนสมองจะชะล้างข้อมูลนั้นออกไปถ้าข้อมูลนั้นไม่ได้อยู่ในความสนใจของเรา
3. ถ้าสมองเราคิดและตัดสินใจแล้วว่าน่าสนใจ จะส่งข้อมูลไปที่ Hippocampus อวัยวะที่ทำหน้าที่บันทึกจากความทรงจำระยะสั้น ลงสู่ความทรงจำระยะยาว
4. Amygdala จะเป็นตัวบอกว่าข้อมูลนี้มีประจุทางอารมณ์สูงหรือน้อยแค่ไหน ข้อมูลที่ถูกเก็บได้ดีจะมีประจุทางอารมณ์สูงมากไม่ว่าจะเป็นอารมณ์บวกหรือลบ ทุกข้อมูลต้องผ่าน อามิดาลาหมด
5. ท้ายที่สุดจะส่งไป Hippocampus อีกครั้งหนึ่งเพื่อบันทึกความจำลงสู่เปลือกสมองด้านนอกหรือ Cortex หรือ การเก็บข้อมูลความทรงจำระยะยาว โดยสถานที่เก็บข้อมูลต่างๆมักจะแยกกันอยู่ เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับภาพจะถูกเก็บไว้ที่ท้ายทอย ข้อมูลเสียงจะถูกเก็บที่ใกล้กกหู ข้อมูลการเคลื่อนไหวของร่างกายจะถูกเก็บอยู่ที่สมองน้อย

ถ้าข้อมูลถูกบันทึกมาถึงขั้นตอนที่ 5 เราสามารถดึงข้อมูลนั้นมาใช้ได้ตลอดชีวิต แต่ข้อมูลส่วนใหญ่ของมนุษย์เราจะเดินทางไม่ถึงขั้นตอนที่ 5 จะค้างอยู่ขั้นที่ 3 หรือขั้น ที่ 2

กระบวนการจำมี 3 ขั้นตอน

1. Registration การรับข้อมูลเข้าสู่สมอง การรับข้อมูลผ่านการมอง ฟัง และการสัมผัส แต่ละบุคคลมีการรับข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้นรูปแบบการเรียนรู้การรับรู้จึงแตกต่างกัน
2. Retention เก็บเอาไว้
3. Retrieval ดึงออกมาใช้

Adoping a Brain-friendly Lifestye

วิธีการใช้ชีวิตที่จำเป็นสำหรับการใช้สมองในชีวิตประจำวัน

สังคมในปัจจุบัน การทำงาน การเดินทาง ทั้งหมดนี้เป็นการรุมทำร้ายสมองมาก สมองเป็นอวัยวะที่ยืดหยุ่นมาก แต่ก็บอบบางมาก การดูแลเป็นเรื่องที่ไม่ใช้เงิน แต่เป็นการใช้ความคิด สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

• Goal setting

การวางเป้าหมายในชีวิต ทำให้เราทำงานได้อย่างเต็มที่ สมองชอบมาก สมองถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการมีชีวิตรอด หากเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน จะเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะสมองชอบสิ่งที่ปลอดภัย คาดเดาได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีการวางแผนและเป้าหมายในชีวิต ที่จะบอกล่วงหน้าว่าเราจะทำอะไร การวางเป้าหมายเป็นการทำให้สมองไม่กลัวการถูกคุกคามและสามารถใช้พลังงานได้อย่างเต็มที่

• Eating right

การกินอาหารที่ถูกต้อง สมองเราแบ่งอาหารออกเป็น 2 หมวด คือ Good-mood food อาหารที่กินแล้วอารมณ์ดี และ Bad-mood food อาหารที่กินแล้วอารมณ์เสีย หากเราอารมณ์เสียโดยไม่มีสาเหตุ ให้มองกลับไปว่าก่อนหน้าที่เรากินอะไร การแยกอาหารสองชนิดนี้คือ Slow-release สมองของเราหากได้รับประทานอาหารที่ปล่อยพลังงานช้าๆ สมองจะมีการรับคลื่นพลังงานอย่างช้าๆ ต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ถ้าเรากินอาหารที่ให้พลังงานสูงและเร็วมาก เช่น น้ำตาลทรายขาว คลื่นพลังงานของเราจะขึ้นมาสูงมาก นาทีที่คลื่นขึ้นสูง เราจะสันดาปอาหารทันที พลังงานก็จะตกทันที เมื่อพลังงานตกทันที เราจำเป็นต้องเสริมพลังงานใหม่เข้าไป คลื่นก็จะขึ้นสูงอีกครั้งและตกทันที ลักษณะที่คลื่นขึ้นสูง-ต่ำ ผิดธรรมชาติแบบนี้ หากเรากินแบบนี้ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จะทำให้เราเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่ายมาก หากเป็นเด็กมีอารมณ์แปรรวนและจะฝังอยู่ในความทรงจำของเขา ทำให้เขากลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวนง่ายตลอดชีวิต







Good-mood food Bad-mood food
- Cereal & milk
- ข้าวซ้อมมือหรือขนมปังโฮลวีท
- นมไม่พร่องมันเนย
- แพนเค้ก
- ผลไม้
- ผักสด
- ผักปรุง
- พืชหัว เมล็ดพืช
- เครื่องดื่มผลไม้ เครื่องดื่มซ่อมแซมโปรตีน - คุ้กกี้
- ขนมหวานมากๆ
- ชาปริมาณมากๆ
- กาแฟปริมาณมากๆ
- ชีสจำนวนมาก
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก
- น้ำตาลทรายขาว

ดังนั้นเราจึงต้องบำรุงสมองด้วยวิตามินดังนี้
- วิตามิน B12 และ Folate มีในส้ม ผักโขม ผักบร็อคโคลี่ ช่วยซ่อมแซมและดูแลการเสื่อมของเซลล์สมอง
- ธาตุเหล็ก มีในตับ และผักใบเขียวจัด ช่วยในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
เมื่อสมองประกอบไปด้วย โปรตีน 8 % ไขมัน 10 % และ น้ำ 72 % ดังนั้นในการดูแลสมองเราจึงควรจิบน้ำตลอดทั้งวัน เป็นการเติมน้ำให้สมอง เพราะเซลล์สมองต้องการน้ำ หากมีน้ำไปเลี้ยงน้อย จะมีอาการเดียวกับพืชขาดน้ำ คือหดเล็กลง ช่องที่จะส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ก็จะกว้างขึ้น ทำให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างล่าช้ามาก เวลาที่เราคิดอะไรไม่ออกเป็นไปได้ว่าเราลืมดื่มน้ำ การดื่มน้ำจึงจำเป็นมาก
สารเคมีอีกชนิดที่ใช้สำหรับการดูแลสมองคือ “ออกซิเจน” ทำได้ด้วยท่าการนั่งและท่าการยืน ถ้าเรานั่งนานตัวเราจะงอลง มีผลต่อปริมาณออกซิเจนไปเลี้ยงสมองอย่างมาก ท่าที่ถูกต้องก็คือการยืดตัว หรือการยืนตัวตรงหลังไหล่ไม่ค้อม ทำให้ออกซิเจนเพิ่มขึ้น 20%
• Exercising regularly
ออกกำลังกายเป็นประจำ 1. จำเป็นมากสำหรับการดูแลเรื่องเส้นเลือดในสมอง ถ้าฝึกเป็นประจำโอกาสที่เป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบจะน้อยมากเมื่อเราอายุมากขึ้น 2. เมื่อเราออกกำลังกาย สมองของเราจะหลั่งสารเคมีเอนโดรฟินหรือความสุขออกมา มีลักษณะเสพติดได้คล้ายยาเสพติด ชื่อ มอร์ฟีน ซึ่งมีโครงสร้างเดียวกันกับ เอนโดรฟิน จะทำให้มีความสุขและมีความหวังไปพร้อมๆกัน ช่วยในการมองอนาคตระยะยาว
หากเราออกกำลังกายเป็นประจำแล้วหยุด การไม่ได้ออกกำลังจะหงุดหงิดมาก เป็นอาการเดียวกับการถอนยาหรือลงแดง เพราะสมองเราไม่ได้รับสารเคมีในเวลาที่ควรจะได้รับ และจะต้องออกกำลังได้นานขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งการออกกำบังกายนี้ ช่วยในการสร้างเซลล์สมองใหม่ใน Hippocampus และมีออกซิเจนในเลือดมากขึ้น และเซลล์สมองถูกฆ่าได้ด้วยสารเคมีที่เกิดจากความเครียด ถ้าเซลล์สมองนี้ตายไปมากจะเป็นโรคความจำเสื่อม
• Learning new things
การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยธรรมชาติแล้วเด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีกว่าผู้ใหญ่
เมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นของสมองน้อยลง แต่เราสามารถหลอกสมองได้ ด้วยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆทุกวันเป็นประจำ สมองจะคิดว่า สภาพแวดล้อมต้องเรียนรู้เยอะมาก เพราะต้องมีชีวิตรอด ต้องเรียนรู้ใหม่ทุกวันเพื่อเก็บ Brain practice ให้อยู่กับเราได้นานๆ

KM guru Mr. Ludo Pyis

http://www.thaihrhub.com/index.php/seminars/view/mrludo-16-20-24-26-51/

thank you.

ปรับระบบความคิด พิชิตอัจฉริยะ โดย วนิษา เรซ

ที่มา
http://www.thaihrhub.com/index.php/seminars/view/2007-10-26-seminar-vanisa/

สรุปการบรรยายเรื่อง ปรับระบบความคิด พิชิตอัจฉริยะ โดย วนิษา เรซ จากการสัมมนาเครือข่ายสัมพันธ์สัญจรสู่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ “เรียนรู้ที่จะคิด สร้างผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน” วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2550 ณ โรงแรมเจริญธานี ปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น




วันนี้การเป็นอัจฉริยะจะไม่ใช่เรื่องยาก และไกลตัวอย่างที่ใครหลายคนคิด คนทุกเพศทุกวัย สามารถพัฒนาตนเองจนก้าวขึ้นเป็นอัจฉริยะได้ ซึ่งหัวใจของการพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นอัจฉริยะนั้น ต้องเริ่มต้นที่ “สมอง” ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลเสมือนหน่วยความจำของคอมพิวเตอร์ สมองเปรียบเสมือนคลังแห่งการเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมายในการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

ที่สำคัญสมองทำอะไรได้มากกว่าที่คิด เพราะสมองเกิดขึ้นมาพร้อมกับการคิดค้นและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นอยู่กับตัวของเราเองว่าจะดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ของสมองออกมาใช้ได้อย่างไร ซึ่งหนูดีกล่าวถึงศักยภาพของสมองว่า..

“คนเรามีเซลล์สมองประมาณหนึ่งแสนล้านเซลล์ ซึ่งเซลล์นี้เป็นเซลล์อัจฉริยะมาก เพราะว่าในหนึ่งแสนล้านเซลล์ แต่ละเซลล์ซึ่งส่งข้อมูลถึงกันมีจุดเชื่อมต่อประมาณหนึ่งหมื่นจุด ดังนั้นเราจะบอกว่าเซลล์สมองของเรามีจำนวนมากกว่าดวงดาวในจักรภพเสียอีก สมองของทุกคนในโลกนี้มีความอัศจรรย์อันนี้อยู่ และสามารถทำงานได้ในส่วนที่เราไม่นึกเลยว่าเขาจะทำงานได้”

จากทฤษฎีของ Dr.Howard Gardner อาจารย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เป็นดั่งเบ้าหลอมแนวคิดอันสำคัญ และถ่ายทอดความรู้ในด้านการจัดการสมองให้กับคุณวนิษาจนก้าวขึ้นเป็นผู้เข้าใจด้านอัจฉริยภาพอย่างแท้จริงคนแรกของเมืองไทย

“อัจฉริยภาพต้องผ่านการฝึกฝนนานมาก หลายคนคิดว่าคนเราเกิดมาแล้วเป็นอัจฉริยะ จริงๆไม่ใช่ มันอยู่ที่เราเลือกสิ่งที่เราชอบที่จะทำ และเราตั้งใจทำในสิ่งนั้น ไม่แปรเปลี่ยน หรือเลือกทำหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน แล้วทำให้ได้ดีหนึ่งหรือสองอย่าง แล้วอย่างอื่นเป็นองค์ประกอบในการเปิดเวลาที่ให้อัจฉริยภาพด้านอื่นๆได้เติบโตในระหว่างที่เราพัฒนาด้านหลัก”

จากการบ่มเพาะนิสัยรักการเรียนรู้มาตั้งแต่ในวัยเด็กทำให้ วนิษา เรซ เข้าใจถึง “การเรียนรู้เพื่อพัฒนา” ได้เป็นอย่างดี เมื่อการเรียนรู้ไม่ได้ถูกจำกัดไว้เพียงแค่ในห้องเรียน การปลดปล่อยความคิด จินตนาการ และศักยภาพในการเรียนรู้นอกกรอบก็ได้เริ่มขึ้น ซึ่งการเรียนรู้เหล่านี้คือจุดเริ่มต้นในการสร้างอัจฉริยะตัวน้อย ที่ครั้งหนึ่งได้สร้างให้คุณวนิษาเป็นผู้เปิดประตูแห่งความลับสู่การเป็นอัจฉริยภาพบนความเชื่อว่า

คนธรรมดาคนหนึ่งก็สามารถเป็นอัจฉริยะได้

ไม่ต่างอะไรกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

“หนูดีเรียนมาด้านสมอง และทำวิจัยด้านสมอง เพราะฉะนั้นหนูดีจะทราบว่า โดยธรรมชาติสมองมนุษย์ทำงานอย่างไร และถ้าเราจะเรียนรู้ เรียนรู้อย่างไรถึงได้ผล ให้เกิดศักยภาพสูงที่สุดในตัวผู้เรียนและในตัวคนสอนด้วย ดังนั้นจะบอกว่าโรงเรียนนี้เป็นลักษณะของโรงเรียนที่สอนตามธรรมชาติของสมองก็น่าจะเป็นได้”

การได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้ค้นพบและได้ค้นหาสิ่งใหม่ๆด้วยตนเองของเด็กๆใน โรงเรียนวนิษา อาจดูเหมือนไร้สาระ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นรู้แบบ “การเรียนรู้แบบบูรณาการ” ที่นำเอาเรื่องราวที่เด็กสนใจมาให้เด็กได้ลองทำ แล้วค่อยๆ สอดแทรกความรู้ทางวิชาการเข้าไปเชื่อมโยง เพื่อทำให้เด็กๆ ได้มีความสุขไปพร้อมๆ กับการเรียนรู้ มากกว่าการนั่งท่องจำในห้องเรียน เพราะที่โรงเรียนแห่งนี้เชื่อว่า..

การเรียนรู้ที่ดีต้องเริ่มต้นจากความสุข

“ถ้าเราไม่รู้การทำงานตามธรรมชาติของสมอง เราอาจจะบังคับให้เด็กต้องท่องจำเยอะๆ และไม่มีเทคนิคในการช่วย บังคับให้เด็กท่องอย่างเดียว เสร็จแล้วก็มีข้อสอบยากๆ และเหมือนกับการบังคับโดยไม่รู้ตัวให้เด็กต้องท่องหนังสือก่อนวันสอบ และไม่มีเวลาพักผ่อนที่แท้จริง แต่ถ้าเราเรียนด้านสมองเราจะทราบว่าอวัยวะบันทึกความจำของสมองจะทำงานเมื่อเราหลับ เพราะฉะนั้นถ้าเราบังคับให้เด็กท่องเยอะๆแต่ไม่ให้เขาพักผ่อนเพียงพอ เขาก็จะไม่สามารถมีความทรงจำระยะยาวได้เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน พอเรียนแล้วก็สอบเสร็จก็ลืม ซึ่งก็เป็นลักษณะปกติของนักเรียนทั่วไป คือสอบเสร็จแล้วลืม”

“แต่ว่าโรงเรียนของเราจะป้องกันไม่ให้เกิดตรงนั้น เพราะเราทราบว่าสมองทำงานอย่างไรในเรื่องความจำ หรือในเรื่องของการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และอัจฉริยภาพ อารมณ์ต้องมาก่อน คือต้องมีอารมณ์ชอบ อารมณ์รักเกี่ยวกับเรื่องที่จะเรียน เพราะว่าสมองส่วนอารมณ์หรือที่เรียกว่า limbic system ซึ่งเป็นตัวควบคุมสมองส่วนคิด เรียกว่า Executive Function ถ้าสมองส่วนอารมณ์ทำงานไม่สมประกอบ ไม่สมบูรณ์ สมองส่วนคิดก็ทำงานไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะให้เด็กเรียนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราก็ต้องทำให้เขามีความรู้สึกอยากเรียนก่อน แล้วเมื่อเรียนเขาจะเรียนได้เต็มที่ ใช้สมองได้เต็มที่ทั้งก้อน เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ทราบ ก็จะคิดว่าสมองกับอารมณ์เป็นคนละเรื่อง จริงๆแล้วเป็นเรื่องเดียวกัน” คุณวนิษากล่าว

ในวัยเด็ก หนูดี เป็นนักเรียนคนแรกของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีคุณแม่เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน เพื่อฉีกหนีจากระบบการศึกษาของไทยที่ยังยึดติดอยู่ในกรอบแบบเดิมๆ จากจุดเริ่มต้นการเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกฝน และคิดอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่เด็กของคุณวนิษา ทำให้เธอเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ มุมมองและแนวคิดที่แตกต่าง

ด้วยความต้องการจะเป็นคนเก่ง ฉลาด และต้องการรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นแรงจูงใจที่ทำให้คุณวนิษาเดินทางมาศึกษาต่อปริญญาโทด้านการพัฒนาสมอง ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจกับระบบการทำงานของสมอง และค้นหาวิถีทางในการพัฒนาคนให้เป็นอัจฉริยะ และที่นี่เองที่ทำให้คุณวนิษารู้ว่า..

การพัฒนาตนเองให้เป็นอัจฉริยะ ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลเกินตัว

จากนักเรียนคนแรกในโรงเรียนที่สอนให้คิดนอกกรอบของคุณแม่ วันนี้หนูดีได้ก้าวขึ้นเป็นผู้บริหาร ทำหน้าที่จัดวางหลักสูตรการสอนที่เหมาะสมกับการทำงานของสมอง วางรากฐานในอนาคตให้กับเยาวชนตัวน้อยๆ ของชาติ ซึ่งจะเติบโตเป็นอัจฉริยะที่มีความสุข ซึ่งการศึกษาด้านการพัฒนาสมองทำให้หนูดีค้นพบว่า...

“สมองของเราทำอะไรได้อีกหลายอย่างมากที่เราไม่เคยรู้ และสมองมีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ดีมาก ศัพท์วิชาการเรียกว่า Plasticity คือความยืดหยุ่นของสมอง เช่นถ้าหนูดีเกิดความทุกข์ขึ้นในใจอย่างหนึ่ง แล้วรู้สึกไม่เห็นทางออกเลย หนูดีไม่รู้ว่าจะคิดยังไงให้หนูดีหายทุกข์ได้”

“แต่หนูดีรู้ว่าข้อมูลทางสมองบอกว่า ในการเปลี่ยนแปลงเส้นใยสมองเราจะใช้เวลาประมาณ 21 วันถึงหนึ่งเดือน ดังนั้นหนูดีก็จะคิดว่าเรื่องนี้มันใหญ่มาก อยากจะปล่อยให้ตัวเองทุกข์ได้ซักนิดนึง แต่หนูดีจะค่อยๆปรับแบบแผนพฤติกรรมของหนูดีเพื่อสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆให้หนูดีคิดอย่างมีความสุขมากขึ้น และมันก็ได้พิสูจน์ว่ามันทำได้ทุกครั้ง เลยรู้ว่าจริงๆแล้วถ้าคนเรารู้เรื่องสมอง จะรู้ว่าไม่มีอะไรต้องกลัวเลย เพราะสมองเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา และเราสามารถทำให้มันดีขึ้นได้ มีความสุขขึ้นได้ทุกวัน” หนูดีกล่าวถึงศักยภาพของสมองซึ่งทุกคนสามารถสร้างและพัฒนาสมองด้วยตนเองได้

นั่นแสดงให้เห็นว่าการเป็นอัจฉริยะนั้นสามารถสร้างและพัฒนาขึ้นมาได้ การเป็นอัจฉริยะไม่ได้เกิดมาจากพรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หากแต่เกิดมาจากการเรียนรู้และฝึกฝน คนทุกคนมีความสามารถจะพัฒนาตนเองสู่ความเป็นอัจฉริยะได้ โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองและทัศนคติในการใช้ชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ

การค้นหาความเป็นอัจฉริยะในตัวของเราเองนั้น จะต้องเริ่มต้นจาก “ค้นหาใจตัวเอง ว่าเรานั้นชอบอะไร และอยากทำอะไร” เพราะสิ่งเหล่านั้นจะเป็นบันไดขั้นแรกที่นำเราไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น ดังที่คุณวนิษากล่าวไว้ว่า...

“ถ้าพูดตามทฤษฎีอัจฉริยภาพก็จะบอกว่าคนเรามีอัจฉริยภาพในตัวอยู่แล้วทุกคน ไม่จำเป็นต้องออกไปข้างนอกเพื่อไปเอาความเก่งมา หน้าที่ของเราคือจัดสภาพแวดล้อมให้มันเอื้อให้อัจฉริยภาพนั้นๆ แสดงตัวออกมา ยกตัวอย่างเช่น หนูดีเป็นคนชอบเต้น ชอบใช้ร่างกาย ชอบเล่นกีฬา ถ้าหนูดีไม่จัดเวลาของหนูดีให้ได้ยิงธนู ให้ได้พายเรือแคนู ให้ได้เล่นโยคะ ให้ได้เต้นบัลเล่ต์ หนูดีก็จะไม่รู้ว่าหนูดีมีอัจฉริยภาพด้านนั้นอยู่ ก็เท่ากับว่ามันก็ปิด เก็บล็อคอยู่ในตัวหนูดี หรือสมมติถ้าหนูดีไม่บินไปอเมริกา ไม่ไปเรียนด้านสมอง หนูดีก็ไม่รู้ว่าหนูดีทำได้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดอยู่ที่เราจัดสถานการณ์ให้มันแสดงสิ่งที่เรามีอยู่แล้วให้มันแสดงออกมา”

หลายคนอาจไม่รู้ว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมๆกับอัจฉริยภาพทั้งแปดด้าน และความเป็นอัจฉริยะที่มีก็ไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด แม้กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวันของเราที่เป็นอยู่ หากเราเปิดมุมมองการเรียนรู้อย่างหลากหลายก็สามารถพัฒนาตัวเองสู่การเป็นอัจฉริยะได้

“ความเป็นอัจฉริยะที่อาจารย์ Howard Gardner พบทั้ง 8 ด้าน ซึ่งประกอบไปด้วย 1.อัจฉริยภาพด้านการสื่อสาร 2.อัจฉริยภาพด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว 3.อัจฉริยภาพด้านมิติสัมพันธ์และการจิตนาการ 4.อัจฉริยภาพด้ายตรรกะและคณิตศาสตร์ 5.อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง 6.อัจฉริยภาพด้านมนุษย์สัมพันธ์และการเข้าใจผู้อื่น 7.อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจธรรมชาติ และ 8.อัจฉริยภาพด้านดนตรีและจังหวะ อัจฉริยภาพ 7 ใน 8 ด้านที่ค้นพบเป็นเรื่องของ How to เช่น ทำอย่างไรถึงจะเก่งภาษา ทำอย่างไรถึงจะเก่งคณิตศาสตร์ ทำอย่างไรถึงจะเคลื่อนไหวร่างกายเก่ง ทำอย่างไรถึงจะร้องเพลงเก่ง เป็นต้น แต่มีอยู่ด้านเดียวซึ่งเป็นคำว่า Why คือทำไม ซึ่งนั่นก็คือ อัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง”

“ถ้าเรามีอัจฉริยภาพด้านการเข้าใจตนเอง ไม่ต้องกังวลเลยว่าสังคมนี้จะมีคนเก่งและก็เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ทำร้ายกัน เพราะถ้าเราเข้าใจตนเอง เราก็จะเข้าใจสังคม เราเข้าใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกันอย่างที่ไม่สามารถตัดขาดออกจากกันได้ และเราจะรู้ว่าเราควรทำอะไรต่อไปในชีวิต เราจะมีความสามารถในการนั่งลงนิ่งๆ แล้วตั้งคำถามกับตัวเองว่าชีวิตเราดำเนินมาถึงจุดนี้แล้วเรายังจะดำเนินต่อไปในเส้นทางนี้หรือไม่ หรือมีเส้นทางอื่นให้เราเดิน ในระหว่างทางที่เราเดิน เราจะจูงมือใครไปด้วยบ้าง เราจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้บ้าง ใครจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราได้บ้าง”

“หนูดีว่าถ้าทุกคนมีอัจฉริยะด้านการเข้าใจตนเอง สามารถทำให้สังคมเป็นสังคมซึ่งมีคุณภาพมาก และสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยที่สามารถใช้สมองได้อย่างเต็มศักยภาพ”

แนวคิดและกระแสอัจฉริยะสร้างได้ของ คุณวนิษา เรซ อาจกล่าวได้ว่าเป็นการจุดประกายในการพัฒนาในเรื่องของศักยภาพบุคคลทุกๆวงการ ไม่ว่าจะเป็นคนในบริษัททั้งของภาครัฐและเอกชน หรือแม้กระทั่งวงการศึกษาก็ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากรไม่แพ้กัน ซึ่งในการบรรยายเรื่องที่เกี่ยวกับอัจฉริยะสร้างได้ของคุณวนิษา แต่ละครั้งมักจะมีผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก

การได้เป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมได้หันมาสนใจและใส่ใจเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของตนเอง การฝึกฝนและพัฒนาความสามารถอย่างหลากหลาย เป็นสิ่งที่คุณวนิษาตั้งเป้าหมายไว้ เพราะสำหรับเธอแล้วการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ...การได้พัฒนาคน

ถึงแม้ว่าดอกผลแห่งความทุ่มเทของคุณวนิษา ทั้งในโรงเรียนวนิษาและในการกระตุ้นให้คนในสังคมไทยตื่นตัวในเรื่องของการพัฒนาตนเองเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นอัจฉริยะ จะยังไม่เห็นผลลัพธ์ของการดำเนินการอย่างชัดเจน แต่ในวันนี้ คุณวนิษา เรซ นับได้ว่าเป็นต้นแบบแนวคิด และเป็นแรงบันดลใจที่สำคัญในการจุดไฟแห่งการพัฒนาศักยภาพของคนในสังคมให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในแนวทางของการพัฒนาคน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต

เทคนิคการเป็นอัจฉริยะ

ที่มา
http://www.rpca56.com/thread-581-1-1.html

อัจฉริยะกับ 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์
ชื่อของ "หนูดี" วนิษา เรซ ครูอนุบาลสาวสวยลูกครึ่งไทย-อเมริกันวัย 30 ปี หลายคนอาจจะพอคุ้นๆหูและหน้าตาเธอขึ้นบ้างแล้ว โดยเฉพาะหลังจากออกรายการจับเข่าคุยกับสรยุทธ สุทัศนะจินดา พิธีกรข่าวสุดฮอต ยิ่งส่งผลให้เธอดังเป็นพลุแตกกับความสวยรวยความเก่ง มากไปด้วยความสามารถของเธอ


"คุณหนูดี-วนิษา เรซ" ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของโรงเรียนและสถาบันอัจฉริยะสร้างได้ อีกทั้งยังเป็นคนแรกที่ทำอาชีพเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอัจฉริยภาพ ซึ่งไปถามใครที่ไหนเชื่อเถอะว่าน้อยคนนักที่จะรู้จักอาชีพนี้ เพราะเมื่อเอ่ยถึงการฝึกความอัจฉริยะหรือการพัฒนาสมองเรามักจะนึกถึงเด็ก เล็กๆ ซึ่งน่าจะเหมาะกับการพัฒนาและฝึกฝนมากกว่าผู้ใหญ่ แท้ที่จริงแล้วผู้ใหญ่ทุกคนก็สามารถสร้างความเป็นอัจฉริยะได้ อย่างที่คุณหนูดีกล่าวว่า "สมองของเรามีเซลล์สมองเท่ากับไอน์สไตน์ " เพียงแค่ดูแลสมองให้มีสุขภาพดี ด้วยเทคนิคที่ควรเอ็กเซอร์ไซส์ให้สมองไบรท์ดังต่อไปนี้
1. จิบน้ำบ่อย ๆสมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออกแต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
2. กินไขมันดีคนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมันซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทน ส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวมน้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็น เสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไป เรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นกินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
8. เขียนบันทึก Graceful Journal ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดีตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึก ๆ สมองใช้ออกชิเจน 20 25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยาย
อย่างไรก็ตาม การฝึกฝนตามเทคนิคง่ายๆทั้ง 9 ข้อนี้อาจจะไม่ทำให้เกิดอัจฉริยะข้ามคืนได้เพราะต้องอาศัยระยะเวลาในการ เรียนรู้ แต่สิ่งที่ได้ในเบื้องต้นคือการมีสุขภาพดีทั้งกายและใจแบบชนิดที่เรียกว่า "สวยทั้งภายในและภายนอก" อย่างแน่นอน้